ตามรอย "ลูกหนี้จีน" ภายใต้ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"
ยุทธศาสตร์อันท้าทายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือ การสร้างเครือข่ายการค้าโลก "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" ผ่านไปเกือบ 10 ปี ยังเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลจีน
จีนได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เป็นความท้าทายครั้งใหญ่สุด ชื่อว่า "ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง ( Belt and Road Initiative)" หรือ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) โดยรัฐบาลจีนเริ่มใช้ในปี 2556 สนับสนุนการพัฒนาและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศตาม "เส้นทางสายไหมยุคใหม่" ถือเป็นนโยบายต่างประเทศในยุค "สี จิ้นผิง" เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน
จากการสนับสนุนของรัฐบาลจีน ทั้งความช่วยเหลือแบบให้เปล่าและการปล่อยกู้ เพื่อให้แต่ละประเทศพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตาม "เส้นทางสายไหมยุคใหม่" ซึ่งรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนทางการเงินในการก่อสร้างท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้ประเทศที่เข้าร่วมกับรัฐบาลจีนมีการกู้เงินอย่างมาก
เกือบ 10 ปี มีหลายประเทศที่เป็นหนี้จีนจากเงินกู้ โดยประเทศที่เป็นหนี้มากที่สุดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา และยังมีประเทศในเอเชียกลาง อาเซียนและประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งมีหนี้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหมดของประเทศเหล่านี้ ปรากฏว่าจีนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ คิดเป็นราว 37% ของหนี้ต่างประเทศ
ณ สิ้นปี 2020 จากข้อมูลธนาคารโลก รายงานว่า 97 ประเทศทั่วโลกมีการกู้ยืมเงินจากจีน บางประเทศเป็นเงินก่้อนโต แต่บางประเทศไม่มากนัก โดยประเทศที่เป็นหนี้จีนมากที่สุด คือ ปากีสถานมีหนี้ต่างประเทศ 7.73 หมื่นล้านดอลลาร์ แองโกลา 3.63 หมื่ล้านดอลลาร์ เอธิโอเปีย 7.9 พันล้านดอลลาร์ เคนยา 7.4 พันล้านดอลลาร์ และศรีลังกา 6.8 พันล้านดอลลาร์
แต่ประเทศที่มีหนี้มากที่สุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คือ สาธารณรัฐจีบูตี ประเทศในแอปริกาตะวันออก และแองโกลา ตามด้วยประเทศหมู่เกาะมัลดีฟ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นหนี้จากโครงการก่อสร้างทางรถไฟในประเทศ
นายเดวิด มัลเพสซ์ ประธานธนาคารโลก เรียกภาระหนี้ที่เกิดขึ้นว่าเป็นหนี้ที่ "ไม่สร้างความยั่งยืน"
ก่อนหน้านี้ บรรดากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเคยให้ประเทศรายได้ต่ำกู้ยืมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ในที่สุดก็เป็นหนี้สูญจำนวนมากในบางประเทศ ซึ่งหากการก่อหนี้ไม่ได้สร้างความยั่งยืน และไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นหนี้สูญ
ส่วนกรณีจีนจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ยังคาดเดาได้ยาก แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นโครงการจะถูกวิจารณ์ว่ากำลังซ้ำรอยมหาอำนาจในอดีตที่เคยให้เงินกู้กับประเทศกำลังพัฒนามาแล้ว แต่จีนก็ยังเดินหน้ายุทธศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ปรากฏว่าหลังผ่านไปเพียง 4 ปี โดยในปี 2020 จีนให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยืมเงินมหาศาลถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์ ให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ซึ่งวงเงินปล่อยกู้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2010 ที่ให้กู้ยืม 4 หมื่นล้านดอลลาร์
โครงการ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"ของรัฐบาลจีน
ที่มา: วิกิพีเดีย
เงินกู้จากจีนส่วนมากมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือธนาคารโลก แม้แต่เงินกู้จากการเจรจาทวิภาคีที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กู้ยืมประเทศกำลังพัฒนา
นอกจากนี้ เงินกู้จีนมีกำหนดชำระคืนที่สั้นกว่าแหล่งเงินอื่นแล้ว ในรายละเอียดของโครงการกู้เงิน มีการนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับเส้นทางการค้าเป็นหลักและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะต่างจากแหล่งเงินกู้อื่น ที่มุ่งพัฒนาโดยทั่วไป
แต่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบจากการจ่ายคืนหนี้อย่างมาก มีบางประเทศที่ขอเจรจาเงินกู้ใหม่ โดยมีการเจรจาเงื่อนไขใหม่ถึง 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2020 เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ 3 เท่า
ศรีลังกา เป็นกรณีตัวอย่างที่มีปัญหาเรื่องการชำระคืนหนี้ โดยในเดือนพ.ค. ได้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ผิดนัดชำระหนี้ในรอบ 20 ปี
ดังนั้น จึงน่าจับตาอย่างมาก จากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์การเมืองโลกและวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะทำให้เกิดการ "เปลี่ยนโฉมหน้า"การค้าโลกไปอย่างมาก ซึ่งต้องติดตามว่าประเทศไหนในลำดับถัดไปจะ "ปิดชำระหนี้" และ ยุทธศาสตร์อันทะเยอทะยานของจีนในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB